X

พาส่องตลาดเครื่องหอมในประเทศไทย รวม 7 แบรนด์เครื่องหอมที่คุณต้องรู้จัก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “เครื่องหอม” ได้กลายเป็นมากกว่าสินค้าสำหรับแต่งบ้านหรือสร้างบรรยากาศ แต่ได้พัฒนาเป็นเครื่องมือสะท้อนรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และตัวตนของผู้บริโภค และในยุคที่ตลาดเครื่องหอมมีการแข่งขันอย่างดุเดือด และความหลากหลายของพฤติกรรมผู้บริโภค การมีแบรนด์ที่โดดเด่นและแตกต่างถือเป็นกุญแจสําคัญสู่ความสําเร็จ 

บทความนี้จะพาไปรู้จัก 7 แบรนด์เครื่องหอมจากไทยและต่างประเทศที่ทำตลาดในไทย พร้อมตัวอย่างแคมเปญที่น่าสนใจของแต่ละแบรนด์ เพื่อชี้ให้เห็นแนวทางการสร้างความแตกต่าง กลยุทธ์การสื่อสาร และการวางตำแหน่งแบรนด์ในตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทิศทางใหม่ที่แบรนด์สามารถนำไปปรับใช้ให้สอดรับกับผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

  1. ทำความเข้าใจเครื่องหอม (Diffusers): คืออะไร และมีกี่ประเภท?
  2. 7 แบรนด์ในประเทศไทยที่น่าจับตามองพร้อมตัวอย่างแคมเปญที่น่าสนใจ
  3. เจาะลึกเทรนด์ตลาด: วิเคราะห์แนวโน้มความนิยมในภาพรวม
  4. ทิศทางใหม่ของแบรนด์เครื่องหอม: เมื่อประสบการณ์เชื่อมใจผู้บริโภค

ทำความเข้าใจเครื่องหอม (Diffusers): คืออะไร และมีกี่ประเภท?

เครื่องหอมไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสร้างกลิ่นหอมในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการสร้างบรรยากาศ กระตุ้นอารมณ์ และสะท้อนตัวตนของผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีความหลากหลาย ทั้งในด้านรูปแบบ การใช้งาน และวัตถุประสงค์ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 5 ประเภทเครื่องหอมหลัก ๆ ที่พบได้ในตลาดประเทศไทยในปัจจุบัน

1. ก้านไม้ปรับอากาศ (Reed Diffuser)

กระจายกลิ่นผ่านก้านไม้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ผลิตจากขวดน้ำหอมและก้านไม้ธรรมชาติ อายุการใช้งานประมาณ 2–3 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความหอมอย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และดูแลง่าย เหมาะกับห้องนอน ห้องทำงาน หรือห้องน้ำ

2. เครื่องพ่นไอนํ้า (Ultrasonic Diffuser)

ใช้คลื่นอัลตราโซนิกสร้างละอองไอน้ำจากน้ำผสมน้ำมันหอมระเหย ช่วยเพิ่มทั้งกลิ่นหอมและความชื้นในอากาศ อายุการใช้งานของกลิ่นอยู่ที่ 4–10 ชั่วโมงต่อครั้ง ส่วนตัวเครื่องอยู่ได้ 6 เดือนถึง 2 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบรรยากาศผ่อนคลายในบ้านหรือห้องนั่งเล่น

3. นํ้ามันหอมระเหย (Oil Burner)

ใช้อุณหภูมิจากเทียนหรือไฟฟ้าในการอุ่นน้ำมันหอม กลิ่นจะกระจายเมื่อได้รับความร้อน ผลิตจากเซรามิกหรือแก้วทนความร้อน ใช้งานได้นาน 1–4 ชั่วโมงต่อครั้ง เหมาะกับผู้ที่ชอบกลิ่นหอมแบบเข้มข้นและบรรยากาศผ่อนคลาย

4. ธูปหอมปรับอากาศ (Incense Stick)

ปล่อยกลิ่นผ่านการเผาไหม้ ผลิตจากสมุนไพร ผงไม้หอม และน้ำมันหอมธรรมชาติ จุดติดแล้วจะมีกลิ่นหอมอยู่ได้ราว 20–60 นาทีต่อแท่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบรรยากาศสงบ มีสมาธิ หรือเสริมความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ส่วนตัว

5. สเปรย์ปรับอากาศ (Room Spray)

ฉีดพ่นเพื่อให้กลิ่นหอมทันที ผลิตจากน้ำหอมผสมแอลกอฮอล์ กลิ่นคงอยู่ประมาณ 15–60 นาที เหมาะกับผู้ที่ต้องการความหอมแบบเร่งด่วน ใช้งานง่าย พกพาสะดวก และช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องต่าง ๆ

ดังนั้น การเลือกใช้เครื่องหอมให้เหมาะสมกับประเภทและลักษณะการใช้งาน ไม่เพียงช่วยสร้างบรรยากาศที่ตรงใจ แต่ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละคนได้อย่างลงตัว

7 แบรนด์ในประเทศไทยที่น่าจับตามองพร้อมตัวอย่างแคมเปญที่น่าสนใจ

ขอบคุณภาพจาก Karmakamet, Panpuri, Erb, Reunrom, BsaB, Diptyque, Rituals

1. Karmakamet (คามาคาเม็ต)

เอกลักษณ์: แบรนด์สัญชาติไทยที่โดดเด่นด้วยกระบวนการผลิตแบบงานฝีมือ และการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างประณีตภายใต้แนวคิดที่เชื่อว่า “กลิ่นคือโลกส่วนตัวอันลึกลับ” (Secret World) โดยมีสินค้าเด่นเป็น Room perfume diffuser แบ่งเป็นกลุ่ม Aromatherapy และ Original

ราคา: ตั้งแต่ 1,250 บาทไปจนถึง 1,750 บาท

ช่องทางการจําหน่าย: เว็บไซต์ทางการ, LINE Shopping, Shopee, Lazada, ห้างสรรพสินค้าชั้นนําทั่วไป และ Duty free

รูปแบบการสื่อสาร: ความหรูหรา ละเมียดละไม และความงดงามในเชิงศิลป์และบทกวี

จุดเด่นที่แตกต่าง: ได้ขยายธุรกิจไปสู่ร้านอาหารและคาเฟ่ เช่น Karmakamet Diner และ Everyday Karmakamet เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ตัวอย่างแคมเปญ: ‘Living with Joy’ แคมเปญช่วงปีใหม่ที่เชิญชวนให้ผู้คนปล่อยวางความยึดติด และมองเห็นความงามในความธรรมดา ผ่านชุดของขวัญ 6 แบบ ที่สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุขในแบบที่เป็น

ขอบคุณภาพจาก Karmakamet

2. Panpuri (ปัญญ์ปุริ)

เอกลักษณ์: แบรนด์สัญชาติไทยที่ทําสินค้าออแกนิกจากธรรมชาติ 100% โดยเฉพาะการมีส่วนผสมของสมุนไพรไทย พืชพรรณ และดอกไม้นานาชาติ มีทั้งก้านไม้หอม (Reed Diffuser) และ เครื่องพ่นอโรมา (Aroma Diffuser) โดยกลิ่นที่เด่นจะเป็น Andaman Sails Ambience Diffuser

ราคา: ตั้งแต่ 1,690 บาท ไปจนถึง 4,950 บาท

ช่องทางการจําหน่าย: เว็บไซต์ทางการ, Shopee, Lazada และ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

รูปแบบการสื่อสาร: สง่างาม เป็นธรรมชาติ และเรียบง่ายอย่างมีมิติ

จุดเด่นที่แตกต่าง: มีช่องทางการสื่อสารหลากหลายมากถึง 7 ช่องทาง รวมถึง Weibo ซึ่งจัดทำขึ้นเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคในประเทศจีน

ตัวอย่างแคมเปญ: PAÑPURI Private Edition: Bespoke Sensorial Bar ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ออกแบบกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้วยการเลือกผสมจากกลิ่นต่าง ๆ กว่า 40 แบบ ภายใต้คอลเลกชัน Private Edition โดยให้บริการเฉพาะที่ PAÑPURI Sensorial Boutique สาขา EmQuartier ชั้น G

ขอบคุณภาพจาก Panpuri

3. Erb (เอิบ)

เอกลักษณ์: แบรนด์สัญชาติไทยที่หยิบยกสูตรต้นตำรับจากภูมิปัญญาชาววังของไทยโบราณ มาต่อยอดด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ ผลิตภัณฑ์หลักเป็นก้านไม้หอม (Reed Diffuser) โดยมีสินค้าเด่นอย่าง Erb Dazzling Spring Fleurfume กลิ่นแพร์และดอกฟรีเซีย ที่มอบความหอมสดใสละมุนละไมอย่างมีเสน่ห์

ราคา: ตั้งแต่ 1,430 บาท ไปจนถึง 1,590 บาท

ช่องทางการจําหน่าย:  Shopee, Lazada, Central Online, TikTok Shop และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

รูปแบบการสื่อสาร:  มีความสดใหม่และเข้าถึงง่าย เน้นความเป็นมิตร มีสีสัน 

จุดเด่นที่แตกต่าง: ใช้ Influencers ในการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียเป็นจํานวนมาก รวมไปถึงมีช่องทาง TikTok ถึง 2 Account แยกสําหรับการทําคอนเทนต์และการขายสินค้าโดยเฉพาะ

ตัวอย่างแคมเปญ: เปิดตัวคอลเลกชัน “ยาดมเครื่องหอมไทย” ด้วยการร่วมงานกับ คุณนิว ชยภัค  พร้อมจัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Erb Aroma Inhaler x New Chayapak Fan Event” เพื่อสร้างประสบการณ์และความใกล้ชิดกับกลุ่มแฟนคลับอย่างตรงจุด

ขอบคุณภาพจาก Erb

4. Reunrom (รื่นรมย์)

เอกลักษณ์: แบรนด์สัญชาติไทยภายใต้บริษัท Karmartที่ต้องการส่งต่อกลิ่นหอมที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยในมุมมองใหม่ที่เรียบง่าย ทันสมัย และเข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ด้วยแนวคิด “Everyday Happiness” หรือความสุขในทุก ๆ วัน ที่มี Room Diffuser กลิ่นสุขุมวิท ที่เป็นกลิ่นซิกเนเจอร์ของแบรนด์

ราคา: ตั้งแต่ 290 บาท ไปจนถึง 1,490 บาท

ช่องทางการจําหน่าย: เว็บไซต์ทางการ, LINE Shopping, Central Online, Watson Online, Karmart Online, Reunrom Cafe, Duty Free และ ห้างสรรพสินค้าชั้นนําทั่วไป

รูปแบบการสื่อสาร: โมเดิร์น เข้าถึงง่าย และแฝงด้วยความประณีต 

จุดเด่นที่แตกต่าง: มีการใช้แฮชแท็กจํานวนมากเพื่อสร้างการจดจํา เช่น  #Reunrom #ReunromEveryday #ElevateYourLifewithTheArtofRefinement และ #ยกระดับชีวิตด้วยศิลปะแห่งความประณีต นอกจากนี้ แบรนด์ยังมี stand-alone store ที่รวมคาเฟ่ไว้ในตัวที่ทรงวาด

ตัวอย่างแคมเปญ: นิทรรศการ “Scent Journey in the Vineyard” ถ่ายทอดเรื่องราวของ 5 กลิ่นหอมจากองุ่น 5 สายพันธุ์ ผ่านประสบการณ์ทั้งรูป รส และกลิ่น พร้อมเสิร์ฟเมนูพิเศษเฉพาะช่วงจัดแสดงและมีการเชิญ Influencers มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ Reunrom Cafe

ขอบคุณภาพจาก Reunrom

5. BsaB (บีซาบี)

เอกลักษณ์: แบรนด์สัญชาติไทยที่เชื่อในความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ Imperfection is Authenticity ที่ถ่ายทอดความงามของธรรมชาติในแบบ wabi-sabi ผ่านกลิ่นหอมหลากหลายถึง 5 กลุ่มกลิ่น  โดยสินค้าเด่นเป็น Home Diffuser กลิ่น Summer Syrup

ราคา: ตั้งแต่ 1,090 บาท ไปจนถึง 1,990 บาท

ช่องทางการจําหน่าย: เว็บไซต์ทางการ, Facebook, LINE Shopping, Shopee, Lazada, Central Online และห้างสรรพสินค้าชั้นนําทั่วไป

รูปแบบการสื่อสาร: เน้นการถ่ายทอดผ่าน องค์ประกอบของธรรมชาติ ทั้งภาพ เสียง และโทนสี เพื่อสะท้อนความเป็น Eco-Friendly

จุดเด่นที่แตกต่าง: มีความ active สูงบนโซเชียลมีเดีย มีการลงคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมจัดโปรโมชันให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการออกบูธตามงานต่าง ๆ เช่น งาน Baby & Kids Buy

ตัวอย่างแคมเปญ:  แคมเปญ Unknown Element Collection / BsaB Scent Library ซึ่งแนะนำกลิ่นใหม่ ๆ ที่เพิ่งเปิดตัว หรือกลิ่นที่อาจไม่ได้เป็น hero product ให้ลูกค้าได้รู้จักมากขึ้น ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับลูกค้าเดิม แต่ยังสามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ในเวลาเดียวกัน

ขอบคุณภาพจาก BsaB

6. Diptyque (ดิปทีค)

เอกลักษณ์: แบรนด์สัญชาติฝรั่งเศสที่โดดเด่นด้านการออกแบบและการเล่าเรื่อง ผ่านแนวคิดที่มุ่งปลูกฝังจินตนาการให้เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างสิ่งดี ๆ สู่สังคมรอบตัว ด้วยกลิ่นหอมที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และแรงบันดาลใจ โดยกลิ่นยอดนิยม ได้แก่ Baies (Berries) ซึ่งมีกลิ่นหอมสดชื่นและมีเสน่ห์เฉพาะตัว

ราคา: ตั้งแต่ 3,200 บาท ไปจนถึง 8,100 บาท

ช่องทางการจําหน่าย:  เว็บไซต์ทางการ, Central Online, Duty Free และ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

การสื่อสารของแบรนด์: สะท้อนถึงความเรียบหรูและสร้างสรรค์ ผ่านงานออกแบบที่แฝงศิลปะอย่างลงตัว ทั้งในรูปแบบของภาพวาดและการจัดองค์ประกอบที่สวยงาม

จุดเด่นที่แตกต่าง: เน้นการนำเสนอในเชิง ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการตลาดแบบดั้งเดิม และเลือกใช้การ Collaboration กับศิลปิน แทนการใช้ Presenter หรือ Influencer

ตัวอย่างแคมเปญ: การร่วมงานกับ Lucy Sparrow สำหรับ Holiday Collection เมื่อช่วงสิ้นปี 2024 ที่ผ่านมา สินค้าพิเศษพร้อมแพ็กเกจที่ดีไซน์มาอย่างสวยงาม ช่วยเติมเต็มบรรยากาศของเทศกาลให้พิเศษยิ่งขึ้น

ขอบคุณภาพจาก Diptyque

7. Rituals (ริชวลส์)

เอกลักษณ์: แบรนด์สัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่เกิดจากแนวคิด “ค้นหาความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน” โดยนำแรงบันดาลใจจากพิธีกรรมโบราณของโลกตะวันออก มาผสานกับสารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิว โดยมีเครื่องหอมเด่นเป็นกลิ่น Suede Vanilla และ White Basil ด้วยความนุ่มละมุนและสดชื่นในแบบที่ลงตัว

ราคา: ตั้งแต่ 1,200 บาท ไปจนถึง 4,990 บาท

ช่องทางการจําหน่าย:  เว็บไซต์ทางการ, Duty Free, และ ห้างสรรพสินค้าชั้นนําทั่วไป

รูปแบบการสื่อสาร: ความพรีเมียมกับความรู้สึกลึกซึ้ง และตั้งใจให้ลูกค้าหลากหลายไลฟ์สไตล์ เช่น สายออกกําลังกาย ที่สามารถสัมผัสถึงตัวสินค้าได้

จุดเด่นที่แตกต่าง: จัดเป็นแบรนด์ต่างชาติที่มีการเปิดช่องทางการสื่อสารเฉพาะสำหรับประเทศไทย และเนื่องจากเป็นแบรนด์ที่เข้ามาใหม่ได้ไม่นาน การสื่อสารส่วนใหญ่จึงเน้นการจัดกิจกรรมแจกของรางวัล ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ผ่านแคมเปญที่หลากหลาย

ตัวอย่างแคมเปญ: การ Collaboration กับพาร์ตเนอร์ในไทย เช่น Physique 57 Bangkok (ฟิตเนสเซ็นเตอร์) เพื่อจัดกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกับการทดลองผลิตภัณฑ์ สร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์เข้ากับแบรนด์ได้อย่างลงตัว

ขอบคุณภาพจาก Rituals

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าแต่ละแบรนด์มีเอกลักษณ์และแนวทางการสื่อสารที่ต่างกันออกไป โดยมีจุดมุ่งหมายและกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงของตัวเอง ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนานและมั่นคง

เจาะลึกเทรนด์ตลาด: วิเคราะห์แนวโน้มความนิยมในภาพรวม

เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของตลาดเครื่องหอมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและแนวทางการสื่อสารของแต่ละแบรนด์จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของบทความนี้ โดยเฉพาะการสำรวจว่าแบรนด์ใดได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวไทยมากที่สุด และแต่ละแบรนด์มีวิธีวางกลยุทธ์อย่างไรในการสร้างความโดดเด่น ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดที่ทั้งหอม ทั้งซับซ้อน และน่าจับตามอง

วิเคราะห์การค้นหาโดยเฉลี่ยของแต่ละแบรนด์

จากกราฟพบว่า Karmakamet และ Panpuri เป็นสองแบรนด์ที่มีปริมาณการค้นหาสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงระดับความสนใจจากผู้บริโภคที่น่าจับตามอง ขณะที่แบรนด์ต่างชาติอย่าง Diptyque และ Rituals ก็ตามมาในลำดับรองลงมา ส่วนแบรนด์ไทยอย่าง Erb, Reunrom และ BsaB ซึ่งยังอยู่ในช่วงเติบโต อาจยังไม่มียอดการค้นหาสูงเทียบเท่ากับแบรนด์อื่น ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นแบรนด์ที่กำลังอยู่ในกระแส และมีศักยภาพในการขยายฐานผู้บริโภคในอนาคต

วิเคราะห์การค้นหาเฉลี่ยบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

เมื่อทําการแยกดูการค้นหาบนคอมพิวเตอร์ และ โทรศัพท์มือถือแล้ว สังเกตได้ว่าการค้นหาบนคอมพิวเตอร์ได้รับความนิยมอยู่มากกว่า  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการค้นหาที่มุ่งเน้นการตัดสินใจอย่างจริงจังและต้องการข้อมูลประกอบมากขึ้นเวลาจะซื้อเครื่องหอม และนอกจากนั้น ในช่วงเดือน ธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ การค้นหาทั้งคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของแทบทุกแบรนด์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และต้นปีใหม่ ที่มักมองหา “ของขวัญ” เพื่อมอบให้คนสำคัญ โดยเครื่องหอมเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความงามและความหมายเชิงอารมณ์

เพื่อสะท้อนความนิยมของแต่ละแบรนด์ได้อย่างแม่นยำ เครื่องมือ Ubersuggest จึงถูกใช้ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ระดับความนิยมของแบรนด์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูล Search Volume นี้ควรถูกใช้เพื่อ “สนับสนุนการวิเคราะห์” เท่านั้น ไม่สามารถสรุปความนิยมของแบรนด์ได้โดยตรง เนื่องจากบางแบรนด์อาจไม่ได้เน้นการจำหน่ายเครื่องหอมเป็นผลิตภัณฑ์หลัก หรือมีจุดขายอื่นที่ดึงดูดการค้นหาในมิติที่แตกต่างกัน

วิเคราะห์ตําแหน่งทางการตลาดของแบรนด์

เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจจุดยืนของแต่ละแบรนด์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทางทีมจึงได้วิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ Positioning Map เปรียบเทียบระดับ “ความเป็นเอกลักษณ์แบบไทย” กับ “ระดับราคาของแบรนด์” เพื่อจัดกลุ่มและระบุตำแหน่งของแต่ละแบรนด์ในตลาดได้อย่างชัดเจน 

จากข้อมูลเบื้องต้น แบรนด์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักดังนี้:

  • กลุ่มแรก คือแบรนด์ที่มีความเป็นไทยสูง และมีระดับราคาปานกลางถึงสูง ได้แก่ Karmakamet, Panpuri และ Erb
  • กลุ่มที่สอง คือแบรนด์ที่มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงอยู่ในช่วงราคาปานกลางถึงสูง เช่น Diptyque และ Rituals
  • กลุ่มที่สาม คือแบรนด์ที่มีความทันสมัยและมีระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ได้แก่ Ruenrom และ BsaB

แม้ว่าแต่ละแบรนด์จะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน แต่แนวทางในการสื่อสารและการทำการตลาดกลับมีเป้าหมายร่วมกัน คือการเข้าถึงลูกค้าผ่านกลยุทธ์การเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะผ่านแคมเปญต่าง ๆ หรือการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียที่หลากหลายมากขึ้น

ทิศทางใหม่ของแบรนด์เครื่องหอม: เมื่อประสบการณ์เชื่อมใจผู้บริโภค

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและการเติบโตของธุรกิจไลฟ์สไตล์ในไทย ตลาดเครื่องหอมยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ส่วนตัว ความผ่อนคลาย และเอกลักษณ์ของกลิ่น ทำให้แต่ละแบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร ช่องทางจัดจำหน่าย และการเล่าเรื่องให้เชื่อมโยงกับผู้บริโภคมากขึ้น

ด้านการตลาดยังพบว่า การค้นหาและพูดถึงแบรนด์มักพุ่งสูงในช่วงเทศกาลของขวัญเดือนธันวาคมถึงมกราคม โดยบางแบรนด์มีการใช้แฮชแท็กชื่อแบรนด์ร่วมกับสโลแกนเพื่อเพิ่มการจดจำและมีส่วนร่วมในโลกดิจิทัล ซึ่งกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์เครื่องหอมยุคใหม่

ดังนั้น ทิศทางใหม่ของแบรนด์เครื่องหอมในไทยควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของคุณภาพผลิตภัณฑ์ การเล่าเรื่องแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ และการใช้กลยุทธ์การตลาดที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะผ่านช่องทางออนไลน์ Influencers หรือการออกแบบที่มีความหมาย แบรนด์ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างความสร้างสรรค์และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีโอกาสเติบโตและสร้างความจดจำในระยะยาวในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

Miaoxian Chen: Brand and Marketing Management student at Chulalongkorn University | TWF Agency Intern
Related Post