X

Google Ads แต่ละประเภท (อัพเดทปี 2026)

รายละเอียดของ Google Ads แต่ละประเภท

1. Search Ads (การโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหา)

นี่คือรูปแบบพื้นฐานที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุด เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการ (Intent) อยู่แล้ว

  • หลักการทำงาน: แสดงโฆษณาเมื่อมีคน “พิมพ์คำค้นหา (Keyword)” ที่ตรงกับที่เราตั้งค่าไว้
  • รูปแบบที่แสดง (Format): เป็น ข้อความ (Text) เท่านั้น ประกอบด้วย Headline (หัวข้อ), Description (คำบรรยาย) และ Ad Assets (ส่วนขยาย เช่น เบอร์โทร, ลิงก์ย่อย)
    • Headline (หัวข้อโฆษณา): ส่วนที่เด่นที่สุด
      • ความยาว: ไม่เกิน 30 ตัวอักษร (รวมวรรค) ต่อ 1 หัวข้อ
      • การแสดงผล: ระบบมักจะเลือกแสดง 2-3 หัวข้อต่อกัน (คั่นด้วยเครื่องหมาย |)
    • Description (คำบรรยาย): ส่วนขยายความเพื่อโน้มน้าวใจ
      • ความยาว: ไม่เกิน 90 ตัวอักษร (รวมวรรค) ต่อ 1 บรรทัด
      • การแสดงผล: ระบบมักจะแสดง 1-2 บรรทัด
    • Ad Assets (ส่วนขยายโฆษณา): ข้อมูลเสริมเพื่อเพิ่มพื้นที่โฆษณาและความน่าเชื่อถือ (ไม่นับรวมในโควตาข้อความหลัก) เช่น เบอร์โทร, ลิงก์ย่อย (Sitelinks), รูปภาพประกอบขนาดเล็ก, หรือโปรโมชั่น
  • ตำแหน่งการแสดงผล (Placement):
    • หน้าแรกของ Google Search (บนสุด หรือ ล่างสุด)
    • Google Maps
  • เหมาะสำหรับ: ต้องการยอดขาย, Lead, หรือคนที่กำลังมองหาสินค้า/บริการนั้นๆ อยู่แล้ว
  • ลูกค้าจะเห็นโฆษณานี้ก็ต่อเมื่อเขาเสิร์ชหาเราเท่านั้น

 ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการเขียน (Copywriting Tips)

เนื่องจากพื้นที่จำกัดมาก เทคนิคการเขียนจึงสำคัญ:

  1. ใส่ Keyword ใน Headline: เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าสิ่งที่เขาหากับสิ่งที่เราขายคือเรื่องเดียวกัน (และช่วยเรื่องคะแนน Quality Score)
  2. ตัดคำฟุ่มเฟือย: ภาษาไทยมักมีคำเชื่อมเยอะ (เช่น การ, ความ, ที่, ซึ่ง, อัน) ให้ตัดออกเพื่อให้กระชับและไม่เกิน 30 ตัวอักษร
  3. มี Call to Action (CTA): ในส่วน Description ควรจบด้วยการกระตุ้น เช่น “ปรึกษาฟรี”, “ช้อปเลย”, “จองด่วน”

2. Display Ads (GDN – Google Display Network)

เน้นการสร้างการรับรู้ (Awareness) หรือตามหลอกหลอน (Remarketing) เหมือนป้ายโฆษณาตามตึกแต่มาอยู่บนเว็บ

  • หลักการทำงาน: ระบบจะนำแบนเนอร์ไปแปะตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่เป็น Partner ของ Google ตามความสนใจของผู้ใช้ หรือตามเนื้อหาเว็บที่เกี่ยวข้อง
  • รูปแบบที่แสดง (Format):
    • รูปภาพ (Image Banner)
    • ภาพเคลื่อนไหว (GIF/HTML5)
    • Responsive Display Ads (ระบบผสมรูป+ข้อความให้อัตโนมัติเพื่อให้เข้ากับขนาดช่องว่างของเว็บนั้นๆ)
  • ตำแหน่งการแสดงผล (Placement): เว็บไซต์ทั่วไป (เช่น Sanook, Kapook, เว็บข่าว), YouTube, และแอปพลิเคชันต่างๆ
  • เหมาะสำหรับ: สร้าง Brand Awareness, เปิดตัวสินค้าใหม่, หรือทำ Remarketing (ตามคนที่เคยเข้าเว็บเรา)
  • โฆษณานี้จะเน้นจำนวนการมองเห็น (Impression) อาจจะไม่ได้ยอดคลิกสูงเท่า Search แต่มันช่วยให้คนจดจำแบรนด์ได้ดี

3. Video Ads (YouTube Ads)

เน้นการเล่าเรื่องผ่านวิดีโอ สร้างอารมณ์ร่วมได้ดีที่สุด

  • หลักการทำงาน: แสดงวิดีโอโฆษณาแทรกก่อน, ระหว่าง, หรือหลังการดูคลิปบน YouTube
  • รูปแบบหลักๆ (Sub-types):
    • Skippable In-stream: กดข้ามได้หลัง 5 วินาที (เหมาะกับการเล่าเรื่อง)
    • Non-skippable: บังคับดูจนจบ 15 วินาที (เน้น Message สั้นๆ)
    • Bumper Ads: บังคับดู 6 วินาที (เน้นย้ำความจำ สั้น กระชับ)
    • In-feed (Video Discovery): ขึ้นเป็นภาพปกแนะนำให้กดดู ในหน้าค้นหาของ YouTube
  • ตำแหน่งการแสดงผล (Placement): YouTube และ Video Partners
  • เหมาะสำหรับ: สร้าง Branding, อธิบายสินค้าที่ซับซ้อน, รีวิวสินค้า
  • ต้องมีวิดีโอที่ดึงดูดใจใน 5 วินาทีแรก ไม่งั้นคนจะกดข้าม

4. Shopping Ads

โฆษณาสำหรับธุรกิจ E-commerce โดยเฉพาะ (ต้องมี Google Merchant Center)

  • หลักการทำงาน: ดึงข้อมูลสินค้า (รูป, ราคา, ชื่อ) จากเว็บเรามาแสดงผลทันทีเมื่อคนเสิร์ชชื่อสินค้า
  • รูปแบบที่แสดง (Format): รูปสินค้า + ชื่อสินค้า + ราคา + ชื่อร้าน
  • ตำแหน่งการแสดงผล (Placement): แถบด้านบนสุด หรือด้านขวาของหน้า Google Search และแท็บ Shopping
  • เหมาะสำหรับ: ร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการปิดการขายเร็วๆ ลูกค้าเห็นราคาและรูปก่อนคลิก
  • เราเลือก Keyword เองไม่ได้ 100% Google จะดูจากชื่อและรายละเอียดสินค้าในเว็บเป็นหลัก

5. App Campaigns (Universal App Campaigns – UAC)

เน้นให้คนดาวน์โหลดแอปฯ หรือกระตุ้นการใช้งานแอปฯ

  • หลักการทำงาน: ระบบ AI จะนำ Assets (รูป, วิดีโอ, ข้อความ) ไปผสมกันและหาที่ลงให้อัตโนมัติ เพื่อหาคนมาโหลดแอป
  • ตำแหน่งการแสดงผล (Placement): ครอบคลุมจักรวาล Google ทั้งหมด (Search, Play Store, YouTube, GDN)
  • เหมาะสำหรับ: ธุรกิจที่มีแอปพลิเคชัน ต้องการเพิ่มยอด Install
  • ระบบเป็น Automation สูงมาก เรากำหนดเจาะจงที่วางไม่ได้ Google จัดการให้หมด

6. Performance Max (PMax) ตัวใหม่และสำคัญมาก

แคมเปญแบบ All-in-one ที่ใช้ AI ขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ (มาแทนที่ Smart Shopping และ Local Campaign)

  • หลักการทำงาน: เราใส่ข้อมูลทุกอย่างลงไป (งบ, รูป, วิดีโอ, ข้อความ, กลุ่มเป้าหมาย) แล้ว AI จะนำไปยิงโฆษณาทุกช่องทางของ Google เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ (Conversion) มากที่สุด
  • ตำแหน่งการแสดงผล (Placement): ทุกที่ (Search, Display, YouTube, Gmail, Maps, Discover)
  • เหมาะสำหรับ: ลูกค้าที่ต้องการ Conversion สูงสุด และมี Creative Assets (รูป/วิดีโอ) ครบถ้วน
  • เราเลือกไม่ได้ว่าจะให้โฆษณาไปโผล่ที่ช่องทางไหน AI จะเรียนรู้เองว่าช่องทางไหนทำเงินได้ดีที่สุด

7. Demand Gen (มาแทน Discovery Ads)

เน้นสร้างความต้องการซื้อในขณะที่ลูกค้ากำลังไถฟีดเพลินๆ (Social Experience)

  • หลักการทำงาน: แทรกโฆษณาเนียนไปกับคอนเทนต์ที่ลูกค้ากำลังดูอยู่ เน้นรูปสวยและวิดีโอที่น่าสนใจ
  • ตำแหน่งการแสดงผล (Placement): YouTube Shorts, YouTube In-Feed, Discover Feed (หน้าซ้ายสุดของ Android/Google App), Gmail
  • เหมาะสำหรับ: หาลูกค้าใหม่ๆ (New Demand) ในรูปแบบที่ดูเป็น Lifestyle มากขึ้น คล้ายการยิง Ads บน Social Media

ตารางเปรียบเทียบ

ประเภทโฆษณาเน้นอะไร (Objective)รูปแบบ (Format)ตำแหน่ง (Placement)Keyword สำคัญ
Searchยอดขาย / Lead (คนหาเรา)ข้อความGoogle SearchIntent (ความต้องการ)
Displayการรับรู้ / ย้ำเตือน (เราไปหาเขา)รูปภาพ / แบนเนอร์เว็บไซต์ PartnerAwareness / Remarketing
Videoเล่าเรื่อง / สร้างแบรนด์วิดีโอYouTubeStorytelling
Shoppingขายของออนไลน์รูปสินค้า + ราคาGoogle Shopping TabE-commerce
Appยอดโหลดแอปผสม (Auto)ทุกช่องทางApp Install
PMaxผลลัพธ์รวม (Conversion)ผสมทุกอย่างทุกช่องทางAI / All-in-one
Demand Genสร้างความอยากได้รูป / วิดีโอสั้นYouTube Shorts / DiscoverSocial-style

เปรียบเทียบ Google Ads กับโลกจริง

  1. Search Ads เหมือน “สมุดหน้าเหลือง หรือ แผนกประชาสัมพันธ์” : คนเดินเข้ามาถามหาของ เราถึงยื่นนามบัตรให้ (ตรงกลุ่มสุดๆ)
  2. Display Ads เหมือน “ป้ายบิลบอร์ด หรือ ใบปลิว” : แปะไว้ตามสถานที่ที่กลุ่มเป้าหมายน่าจะผ่าน เพื่อให้เห็นผ่านตาบ่อยๆ จนจำได้
  3. Performance Max เหมือน “จ้างผู้จัดการอัจฉริยะ (AI)” : เราแค่เอาของกองให้เขา แล้วบอกเป้าหมาย เขาจะเอาไปวิ่งขายให้ทุกที่ที่คิดว่าจะขายได้เอง

การอธิบายเรื่อง Google Search Partners (พาร์ทเนอร์ในเครือข่ายการค้นหา)​ เนื่องจาก Google ไม่เคยเปิดเผย “รายชื่อเว็บไซต์ทั้งหมด” ออกมาเป็นลิสต์ถาวร (เนื่องจากมีเว็บไซต์เข้า-ออกตลอดเวลา) จึงขอสรุปแบ่งเป็นกลุ่มๆ พร้อมตัวอย่างที่ชัดเจน ดังนี้

Google Search Partners คือใคร?

อธิบายง่ายๆ คือ “เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ไม่ได้หน้าตาเหมือน https://www.google.com/search?q=Google.com แต่มี ‘ช่องค้นหา’ ที่ใช้ระบบของ Google ทำงานอยู่เบื้องหลัง” เมื่อคนพิมพ์ค้นหาในเว็บเหล่านั้น โฆษณา Search Ads ของเราก็มีสิทธิ์ไปโผล่ได้

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้:

1. บริการอื่นๆ ในเครือของ Google เอง (Google Sites)

กลุ่มนี้คือเว็บไซต์หรือแอปของ Google เอง ที่ไม่ใช่หน้า Search หลัก แต่มีฟังก์ชันการค้นหา

  • YouTube: เมื่อเราพิมพ์ค้นหาคลิปใน YouTube โฆษณา Text Ads สามารถไปขึ้นแทรกอยู่บนสุดของผลการค้นหาได้
  • Google Maps: เมื่อค้นหาสถานที่ ร้านค้า หรือบริการ
  • Google Images: แท็บค้นหารูปภาพ
  • Google Shopping: แท็บค้นหาสินค้า

2. เว็บไซต์ภายนอก (Non-Google Websites)

กลุ่มนี้คือเว็บไซต์ทั่วโลกนับร้อยพันเว็บ ที่ตกลงเป็นพาร์ทเนอร์กับ Google เพื่อติด “Google Custom Search” (ช่องค้นหาของ Google) ไว้บนเว็บตัวเอง

  • เว็บไซต์ประเภท Search Engine อื่นๆ: เช่น Ask.com, Lycos (ในต่างประเทศจะเยอะมาก)
  • เว็บไซต์ E-Marketplace ใหญ่ๆ: บางครั้ง Amazon (ในต่างประเทศ) หรือเว็บขายของใหญ่อื่นๆ ก็ดึงผลการค้นหาจาก Google ไปแสดง
  • เว็บไซต์รวมข้อมูล (Directories) หรือเว็บข่าว: เช่น เว็บไซต์ข่าวอย่าง New York Times หรือเว็บท้องถิ่นที่มีช่องค้นหาภายในเว็บ แล้วใช้ระบบของ Google

FAQs

1. หน้าตาโฆษณาที่ขึ้นบน Search Partners เป็นอย่างไร?

  • ส่วนใหญ่จะดูคล้ายกับ Text Ads ปกติบน Google แต่อาจมีรูปแบบที่ปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อยตามดีไซน์ของเว็บนั้นๆ
  • บน YouTube จะขึ้นเป็นข้อความและลิงก์ อยู่เหนือ Video Result

2. เราเลือก “เจาะจง” เว็บได้ไหม?

  • ไม่ได้: เราไม่สามารถชี้เฉพาะได้ว่าจะลงแค่ YouTube หรือ Ask.com
  • เงื่อนไข: เราทำได้แค่ “เลือก” หรือ “ไม่เลือก” (Opt-in / Opt-out) ทั้งก้อนของ Search Partners เท่านั้น

3. ข้อดี-ข้อเสีย

  • ข้อดี: ช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ค่าคลิก (CPC) มักจะถูกกว่าหน้า Google Search หลัก เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการ Reach เพิ่ม
  • ข้อควรระวัง: Click-through Rate (CTR) มักจะต่ำกว่าหน้า Google หลัก (เพราะคนอาจจะไม่ได้ตั้งใจมาหาของซื้อโดยตรงเท่าหน้า Google) ถ้าเปิดแล้ว Performance รวมแย่ลง อาจพิจารณาปิดได้

อธิบายเพิ่มเติม Search Partners

“Search Partners คือการที่เราขยายโอกาสการมองเห็น ไปยังคนที่อาจจะไม่ได้เข้า https://www.google.com/search?q=Google.com โดยตรง แต่ไปเข้าเว็บอื่นๆ เช่น YouTube หรือเว็บข่าวที่มีช่องค้นหา แล้วพิมพ์หาคีย์เวิร์ดเดียวกับที่เราซื้อไว้ โฆษณาเราก็จะไปโผล่ที่นั่นด้วย ช่วยเก็บตกคนที่ค้นหาจากช่องทางอื่นได้”

Google Tools Ad เปรียบเทียบกับ Marketing 

TWF Agency:
Related Post